ผมย้ายมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ.2536 งานแรกที่ทำคือรองคณบดีฝ่ายแผนและพัฒนา คณะสหเวชศาสตร์ เน้นลดกำลังพลข้าราชการที่เวลานั้นพอกพูนเป็นไขมันสะสมกระทั่งอ้วน ฝันวันนั้นคือคุมจำนวนข้าราชการและลูกจ้างไว้ไม่ให้เกินล้านตำแหน่ง วันเวลาผ่านมาเกินยี่สิบปีจนเข้า 2569 จากอ้วนกลายเป็นโรคอ้วนระดับวิกฤติ ข้าราชการและลูกจ้างวันนี้พุ่งไปแตะระดับ 3 ล้านตำแหน่ง รัฐบาลหันกลับมาคุยเรื่องเก่าที่เคยถกกันมาเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว
บอกก่อนว่าปัญหาราชการไม่ได้อยู่ที่จำนวนแต่ที่กระบวนการคิด หากยังทำให้ความเป็นรัฐราชการยังคงอยู่ กระทั่งครอบงำฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่น ยังมุ่งเน้นที่เรื่องอำนาจ เรื่องการควบคุม แนวคิดการปฏิรูปเกิดขึ้นได้ยาก เห็นใจอาจารย์ปกรณ์ นิลประพันธ์ ที่ต้องคิด ต้องเขียนบทความที่คนอื่นเคยเขียนกันมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ขอส่งกำลังใจมาให้ก็แล้วกันครับ
…………..
” ปกรณ์” กางพิมพ์เขียวผ่าตัดใหญ่ราชการไทย รื้อบำนาญ-ดึงประกันเอกชนคุมค่ายา ชง ครม. ตุลาฯ นี้
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมงบประมาณแผ่นดินของเราถึง “บานปลาย” ทุกปี ทั้งที่ประเทศก็ไม่ได้ร่ำรวยขึ้นตามไปด้วย?
คำตอบส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในระบบราชการที่ใช้โครงสร้างเดิมมานานกว่าทศวรรษ ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ทั้งเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ผันผวน
เนชั่นออนไลน์ สัมภาษณ์พิเศษ อาจารย์ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 6 ปี ผู้รับบทเป็น “มือผ่าตัด” ในการปฏิรูปโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
[พิมพ์เขียวใหม่ ไม่ใช่แค่ “ยุบ-ย้าย-เพิ่มกระทรวง” แบบเดิม]
หลายคนอาจคุ้นเคยกับการปฏิรูประบบราชการแบบเดิม ๆ ที่วนเวียนอยู่กับการยุบกระทรวงนี้ ย้ายกรมนั้น ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเป้าหมายคือการรื้อทั้งระบบการจ้างงาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการทั้งระบบ โดยแผนนี้จะถูกเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณถัดไป
มาดู 6 มาตรการหลักที่จะเปลี่ยนหน้าตาราชการไทยไปตลอดกาล
1. ฟรีซอัตรากำลังพลภาครัฐทันที
จำนวนข้าราชการที่มีอยู่ตอนนี้ จะกลายเป็น “เพดานสูงสุด” ทันที พูดง่าย ๆ คือจะไม่มีการเปิดอัตรากำลังใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
2. ทบทวนตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีแทนคน
ก.พ. และ ก.พ.ร. ได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบตำแหน่งงานที่เทคโนโลยีสามารถทำแทนได้ เช่น งานธุรการหรือการเดินเอกสาร โดยยกตัวอย่างว่าจากเดิมที่เคยใช้คน 100 อัตรา อาจลดเหลือเพียง 10 อัตราเท่านั้น ที่เหลือให้ระบบดิจิทัลทำงานแทน
3. เกษียณแล้ว “ตำแหน่งหาย” ไม่เปิดสอบเพิ่ม
ข้าราชการที่เกษียณอายุหรือถูกให้ออกจากราชการ ตำแหน่งนั้นจะถูกยุบเลิกทันที ไม่มีการเปิดสอบบรรจุใหม่ในตำแหน่งเดิมอีก ยกเว้นสายงานที่จำเป็นจริง ๆ อย่างแพทย์และพยาบาล ซึ่งสำคัญมากในสังคมผู้สูงอายุแบบไทยเรา
4. เปลี่ยนระบบจ้างงาน จาก “ตลอดชีพ” สู่ “ตามภารกิจ”
มีการศึกษาแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อให้การจ้างงานสอดคล้องกับลักษณะงานจริง ผ่านรูปแบบสัญญาจ้างตามภารกิจ (Contract-based) แทนที่จะจ้างแบบตลอดชีพเหมือนที่ผ่านมาทั้งหมด
แล้วเรื่องที่หลายคนกังวลที่สุด…บำนาญของข้าราชการจะเป็นอย่างไรต่อไป?
5. “บำนาญ” vs “เงินเดือนสูง” ทางเลือกใหม่ของคนรุ่นใหม่
กระแสข่าวที่ทำเอาข้าราชการหลายคนใจหายคือเรื่อง “ตัดสิทธิ์บำนาญ” แต่อาจารย์ปกรณ์ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่ได้ตัดสิทธิ์บำนาญใครทั้งสิ้น ข้าราชการเก่าและผู้ที่ใกล้เกษียณจะยังได้รับสิทธิ์ตามเดิมทุกประการ
กรมบัญชีกลางได้รับมอบหมายให้ออกแบบแพ็กเกจค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่น ภายใต้แนวคิด “วันไซส์ไม่ได้ฟิตออล” หรือหนึ่งระบบไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน โดยแบ่งเป็น
กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ (นิวเจน) ที่มีความรู้ทางการเงินสูง อาจได้รับข้อเสนอ “ไม่มีบำนาญ แต่รับเงินเดือนสูงเทียบเท่าภาคเอกชนทันที” เพื่อนำเงินไปบริหาร ออม และลงทุนด้วยตัวเอง
– กลุ่มข้าราชการวัย 40 ปี จะมีทางเลือกว่าจะรับเงินเดือนสูงแล้วบริหารเอง หรือจะอยู่ในระบบบำนาญแบบเดิมต่อไป
อาจารย์ปกรณ์ยังฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า การพึ่งบำนาญอย่างเดียวในระยะยาวอาจไม่เพียงพอ เพราะเงินเฟ้อทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่บำนาญเป็นจำนวนคงที่ ข้าราชการยุคใหม่จึงจำเป็นต้องรู้จักเก็บออมและลงทุนควบคู่ไปด้วย
6. เปิดออปชันเออร์ลี่รีไทร์ ตั้งแต่อายุ 40 ปี
นี่อาจเป็นมาตรการที่น่าสนใจที่สุด เพราะเปิดออปชัน Early Retirement ให้ข้าราชการที่มีศักยภาพสามารถ “สมัครใจ” ออกไปเติบโตในโลกธุรกิจเอกชนได้ตั้งแต่อายุ 40 ปี โดยรัฐจะมีสิ่งจูงใจให้ ไม่มีการบังคับแต่อย่างใด
ลองนึกภาพดูว่า… นี่อาจเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งและกล้าได้ออกไปเป็นผู้ประกอบการ สร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจไทย แทนที่จะติดอยู่ในระบบราชการตลอดชีวิต
นอกจาก 6 มาตรการหลักแล้ว ยังมีอีกสองประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน…
[เลิก “ชอปปิ้งหมอ” ดึงประกันเอกชนคุมงบรักษาพยาบาล]
อีกหนึ่งจุดที่เป็น “เบี้ยหัวแตก” ควบคุมไม่ได้มานาน คืองบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ โดยพบพฤติกรรม “ชอปปิ้งด็อกเตอร์” หรือข้าราชการ 1 คน เดินสายหาหมอ 3 โรงพยาบาลในโรคเดียวกัน เพื่อขอความเห็นที่ 2 ที่ 3 จนได้ยาซ้ำซ้อน ค่ายาพุ่งเป็น 3 เท่า
ทางออกที่เสนอคือระบบ ประกันสุขภาพภาคสมัครใจ โดยรัฐคำนวณเบี้ยประกันขั้นพื้นฐานจ่ายให้ข้าราชการแต่ละคน เพื่อนำไปใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลเอกชนได้ ใครต้องการสิทธิ์เพิ่มก็ซื้อแพ็กเกจเสริมจ่ายส่วนต่างเอง
วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้รัฐคุมงบรายจ่ายแต่ละปีได้ชัดเจนขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ ไม่ต้องแย่งคิวกับประชาชนทั่วไปที่มารอตั้งแต่ตี 4 ตี 5 อีกด้วย
[“เงินเดือนผมตันมา 6 ปี” เสียงสะท้อนจากคนที่เคยอยู่ในระบบ]
สิ่งที่ทำให้บทสัมภาษณ์นี้น่าสนใจ คือ อาจารย์ปกรณ์ไม่ได้พูดในฐานะนักการเมืองเท่านั้น แต่พูดในฐานะอดีตข้าราชการที่เจ็บปวดกับความเหลื่อมล้ำมาด้วยตัวเอง
ท่านเล่าว่า ตลอด 6 ปีที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา เงินเดือนของท่านเองก็ “ตัน” มาตลอด ได้เพิ่มพิเศษเพียงเดือนละ 2,000 บาท ทั้งที่ต้องรับผิดชอบดูแลสัญญากฎหมายทั้งประเทศ ในขณะที่ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทมหาชนที่ดูแลแค่บริษัทเดียว กลับมีรายได้หลักแสนถึงหลักล้าน
คำถามคือ…แบบนี้มันแฟร์กับคนที่ทำงานให้ประเทศจริง ๆ หรือเปล่า?
ท่านมองว่า ก่อนจะเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐต้อง “ลดไขมันและลีนกระบวนการ” เหมือนบริษัทเอกชน เพราะถ้างบประมาณ 70% หมดไปกับค่าจ้างบุคลากร เหลือเงินลงทุนแค่ 20% บริษัทแบบนั้นมีแต่จะเจ๊ง
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่ราว 1.4-1.5 ล้านคนให้คงที่ พร้อมรื้อระบบการโยกย้ายตำแหน่งบริหารระดับสูงให้ย้ายข้ามกระทรวง/กรมได้ในระนาบเดียวกัน เพื่อลดปัญหาการแบ่งพวกแบ่งเกรดกรมต่าง ๆ ที่มีมานาน
[ไม่กลัวดรามา เพราะปัญหานี้ “ต้องมีคนแก้”]
เมื่อถูกถามถึงกระแสต่อต้านและความเสี่ยงที่จะเสียคะแนนนิยมทางการเมือง อาจารย์ปกรณ์ตอบอย่างหนักแน่นว่า นโยบายนี้ถูกบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว และมองว่าเรื่องบ้านเมืองสำคัญกว่าคะแนนนิยมส่วนตัว
ท่านตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่า ทุกคนพูดว่าต้องปฏิรูป แต่พอถึงเวลาลงมือจริงกลับหาเหตุผลว่าทำไม่ได้เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง ทั้งที่ปัญหานี้สะสมมานาน และวันนี้มันโผล่ขึ้นมาแล้ว ก็ต้องมีคนกล้าแก้
ปิดท้ายด้วยความมั่นใจว่า รัฐบาลชุดนี้จะทำงานด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ และจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนแก้ไม่ได้อีกต่อไป
[การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องแลกมาไหม?]
พิมพ์เขียวผ่าตัดราชการไทยฉบับนี้ กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ก.พ., ก.พ.ร. และกรมบัญชีกลาง ก่อนเสนอเข้า ครม. ภายในเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน
การปฏิรูปครั้งใหญ่แบบนี้ ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องบำนาญและสวัสดิการที่กระทบชีวิตข้าราชการโดยตรง แต่คำถามที่น่าคิดคือ ถ้าไม่เริ่มวันนี้ ปัญหางบประมาณบานปลายจะจบลงที่ตรงไหน?
ทุกท่านคิดเห็นอย่างไรกับแผนปฏิรูปทั้งเรื่องบำนาญและประกันสุขภาพครั้งนี้ ระหว่าง “ความมั่นคงแบบเดิม” กับ “อิสระที่ต้องบริหารเอง” แบบไหนที่เหมาะกับสังคมไทยมากกว่ากัน มาแลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างเลย ![]()

