นักวิทย์บอกว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับ “สสารมืด” ทางโภชนาการ ! อาหารที่เรากินเข้าไปทุกวัน มีสารประกอบกว่า 99% ที่เราแทบไม่รู้จักมันเลย!… เคยสงสัยไหมว่าทำไมการกินอาหารหรือกินผักผลไม้ตามสูตรสุขภาพเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ของสุขภาพที่ได้กลับไม่เหมือนกัน… ซึ่งคำตอบนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่สารอาหารหลัก ๆ อย่างที่เราคุ้นเคยกัน แต่อยู่ในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สสารมืดทางโภชนาการ” (Nutritional Dark Matter)
.
ปกติแล้วเวลาเราดูฉลากโภชนาการ เราจะเห็นชื่อสารอาหารพื้นฐานแค่ราว ๆ 150 ชนิด เช่น พวกไขมัน โปรตีน หรือวิตามิน แต่งานวิจัยใหม่ล่าสุดพบว่า จริง ๆ แล้วในอาหารแต่ละมื้อที่เรากินเข้าไป ยังมีสารประกอบทางเคมีอื่น ๆ แฝงอยู่อีกกว่า 26,000 ชนิดที่ร่างกายเราได้รับทุกวัน โดยที่เราแทบจะไม่รู้จักพวกมันเลย!
.
เรื่องนี้ก็เหมือนกับการมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า อันที่จริงเราเห็นแค่ดาวสว่าง ๆ ไม่กี่ดวง (เราอาจคิดว่ามันเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว) แต่หารู้ไม่ว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่อีกมหาศาล
.
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญว่าทำไมพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของเรา ถึงอธิบายความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ได้เพียงแค่ 10% เท่านั้น ส่วนอีก 90% ที่เหลือ ล้วนมาจากสภาพแวดล้อมและอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวันเลยทีเดียว
.
ตอนนี้วงการวิทยาศาสตร์กำลังฝากความหวังไว้กับศาสตร์แขนงใหม่ที่เรียกว่า Foodomics ซึ่งเป็นการรวมเอาองค์ความรู้จากหลายสาขาวิชา ทั้งพันธุศาสตร์ (Genomics) การศึกษาโปรตีน (Proteomics) และระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolomics) เพื่อนำมาสร้างเป็นแผนที่ “จักรวาลอาหาร” ฉบับสมบูรณ์
.
โครงการอย่าง Foodome Project ได้เริ่มรวบรวมและระบุชนิดของสารเคมีในอาหารไปได้แล้วกว่า 130,000 ชนิด และเริ่มค้นพบความสัมพันธ์ที่น่าทึ่งหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เวลากินเนื้อแดง แบคทีเรียในลำไส้ของเราจะสร้างสารที่ชื่อว่า TMAO (Trimethylamine N-oxide) ออกมา ซึ่งสารตัวนี้แหละที่ไปเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
.
แต่ในขณะเดียวกัน สารบางอย่างในกระเทียมกลับสามารถไปยับยั้งการสร้างสาร TMAO ตัวนี้ได้ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า อาหารมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อระบบชีววิทยาในร่างกายเรา มันก้าวข้ามเรื่องพื้นฐานอย่างแคลอรีหรือวิตามินไปแล้ว แต่มันลงลึกไปถึงขั้นสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงาน หรือ การแสดงออกของยีน (Epigenetics) ได้เลยทีเดียว!
.
เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากกรณีศึกษาในอดีตครับ เด็กที่เกิดในช่วงภาวะข้าวยากหมากแพงในประเทศเนเธอร์แลนด์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มียีนที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่ผู้เป็นแม่ได้กิน หรือ “ไม่ได้กิน” ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กคนนั้นในระยะยาว
.
การค่อย ๆ ไขความลับของสสารมืดทางโภชนาการในยุคนี้ จึงสำคัญมาก เพราะความรู้ที่ได้ใหม่นี้จะเข้ามาพลิกโฉมวิธีการที่เรามองอาหาร การรักษาโรค และความเข้าใจเรื่องสุขภาพของเราไปตลอดกาลเลย
.
[แหล่งอ้างอิง] [1] Benton, David. “Scientists say most of what’s in your food is still a mystery.” The Conversation, 17 June 2026. [2] Barabási, Albert-László, et al. “The unmapped chemical complexity of our diet.” Nature Food, 2019. DOI: 10.1038/s43016-019-0005-1. [3] Wang, Zeneng, et al. “Gut flora metabolism of phosphatidylcholine promotes cardiovascular disease.” Nature, 2011. DOI: 10.1038/nature09922. [4] Tobi, Elmar W., et al. “DNA methylation as a mediator of the association between prenatal adversity and risk factors for metabolic disease in adulthood.” Science Advances, 2018. DOI: 10.1126/sciadv.aao4364.#สุขภาพ#อาหาร#วิทยาศาสตร์การอาหาร#โภชนาการ#สสารมืดทางโภชนาการ#NutritionalDarkMatter#Foodomics#งานวิจัยล่าสุด#เข้าใจโรค#กินดีสุขภาพดี

