ผมเกษียณจากงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ต้นปีก่อน แต่ยังออกไปทำงานตั้งแต่ตีสี่ครึ่งทุกวันไม่เคยได้หยุด
เสาร์อาทิตย์ก็มักออกไปดูงานบ้าง ประชุมบ้าง มีเมื่อวานนั่นแหละที่อยู่ติดบ้าน จึงมีโอกาสเห็นลูกสาวดูแลหลานสาวเต็มตา
ผมมีหลานตาสองคน คนโตเป็นหญิงอายุสามขวบครึ่ง คนเล็กเป็นชายอายุใกล้สองขวบ คนโตไปเรียนแล้ว คนเล็กจะเข้าเรียนปีนี้ เป็นเตรียมอนุบาลทั้งคู่ แต่คนละโรงเรียน
แม่เด็กคือคุณนาเดียลูกสาวผม เธอเป็นสถาปนิกเปิดโฮมอ็อฟฟิซที่บ้านจึงอยู่ใกล้ชิดลูกทั้งสองคน ได้ดูแล ได้ใส่ใจ ได้ทำให้ครอบครัวอบอุ่น
ตามปกติ ผมไม่เจอหลานในวันทำงานเพราะออกแต่เช้า กลับก็ดึก เจอเฉพาะเสาร์อาทิตย์ช่วงสั้น โดยตอนเช้ายายพาหลานมาเคาะประตูทักทาย แล้วเข้ามาเล่นในห้อง สั้นๆ แค่นั้นแต่ก็เป็นสุข
หลานสาวเพิ่งออกจากโรงพยาบาลคงเพราะติดเชื้อไวรัสจากโรงเรียน ต้องพักที่โรงพยาบาลสองสามวัน ช่วงนี้พอสร่างไข้บ้าง แม่หลานคอยดูแลเธออย่างดี
ช่วงทานข้าวเช้าวันวาน แม่หลานอบยาไอน้ำให้หลานสาว โดยเธอไม่มีทีท่าขัดขืน ใช้เวลาอบยากันนานพอสมควร คุณแม่เองนั่งอ่านนิทานให้ลูกฟังระหว่างอบยา บรรยากาศช่างอบอุ่น
คิดย้อนกลับไปเมื่อหลายปีมาแล้ว บ้านหลังนี้มีตากะยายอยู่กันสองคน ตาคือผมเองจะว่าไปแล้วไม่ได้อยู่บ้านหรอก ทั้งบ้านจึงมียายคนเดียว ส่วนลูกสาวออกเรือนไปอยู่กับสามี บ้านเงียบอยู่พักใหญ่
กระทั่งเกือบสามปีที่แล้วนั่นแหละ ลูกสาวพาครอบครัวกลับมาอยู่บ้าน จากตากะยายสองคน เวลานี้ที่บ้านคับคั่งกับสมาชิกรวมแปดคน ครอบครัวลูกสาวสี่คน พี่เลี้ยงหลานอีกสอง บ้านคึกคักที่สุดในรอบหลายๆปี
เห็นครอบครัวตนเองแล้ว สะท้อนใจเมื่อเห็นสภาพบ้านเมืองที่ประชากรลดลง ผู้คนแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง ใช้ชีวิตหงอยเหงากับครอบครัวมากขึ้น มองมาที่ครอบครัวตนเอง ผมว่าการมีลูกหลานอยู่ใกล้ตัวช่วยให้ครอบครัวเป็นสุข ผมเชื่ออย่างนั้น ที่ว่าเชื่อก็เพราะผมเองจนป่านนี้ยังหายตัวจากบ้านอยู่บ่อยๆ

