คำว่า “ฟะญัร” (الفجر Fajr) หมายถึงรุ่งอรุณ ส่วนคำว่า “ศุบฮิ” (صباح Subh) หมายถึงเวลาเช้า คำสองคำนี้มีมุสลิมบางกลุ่มในบางประเทศใช้เรียกแทนกัน ซึ่งอันที่จริง คำสองคำนี้มีความหมายแตกต่างกัน กรณีสำนักคิดอิสลาม (มัซฮับ) อย่างมาลิกีและชาฟิอียฺที่ถือปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่ในประเทศไทย ละหมาดฟะญัรกับละหมาดศุบฮิเป็นคนละละหมาด โดยละหมาดศุบฮิเป็นละหมาดฟัรฎูภาคบังคับเวลาเช้าตรู่ ขณะที่ละหมาดฟะญัรเป็นละหมาดสุนนะฮฺ (ไม่บังคับ) สองรอกะอัตก่อนละหมาดศุบฮิ ซึ่งเป็นละหมาดที่ได้รับการยืนยันหนักแน่น (ศอเฮียะ) ว่าท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ปฏิบัติประจำ และแนะนำอย่างยิ่งว่าควรปฏิบัติ
ท่านรอซูลุลลอฮฺระบุว่าการละหมาดฟะญัรนั้น “ดีกว่าโลกนี้และทุกสิ่งในโลกนี้” การปฏิบัติจึงเป็นบะรอกัต (พร) นอกจากช่วยให้ร่างกายทั้งกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็นได้เคลื่อนไหวมากขึ้นแล้ว ยังกระตุ้นฮอร์โมนอินสุลินให้ขับดันเกิดการสร้างพลังงานได้ถึง 9.42 แคลอรี ได้สุขภาพมากขึ้น ทีนี้ลองย้อนมาดูการละหมาดของท่านรอซูลุลลอฮฺกันหน่อย ท่านละหมาดฟัรฎูภาคบังคับ 5 เวลารวม 17 รอกะอัตต่อวัน โดยละหมาดสุนนะฮฺภาคสมัครใจเป็นประจำ (มุอักกัต) 12 รอกะอัตต่อวัน ท่านจึงละหมาด 29 รอกะอัตต่อวันเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังปฏิบัติละหมาดที่ไม่ประจำเพิ่มเติมอีก 17 รอกะอัต บางวันท่านจึงละหมาดมากถึง 50 รอกะอัต (ดูตาราง) โดยในส่วนการละหมาดสุนนะฮฺที่ไม่บังคับนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺแนะนำให้ละหมาดฟะญัรก่อนศุบฮิอย่างที่บอก
อิสลามไม่ได้แนะนำให้ปฏิบัติเฉพาะละหมาด หลังละหมาดแล้ว ในอัลกุรอาน อัลญุมุอะฮฺ 62:10 กล่าวว่า “ต่อเมื่อการละหมาดได้สิ้นสุดลงแล้ว จงแยกย้ายกันไปตามหน้าแผ่นดิน และจงแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮฺและจงรำลึกถึงอัลลอฮฺให้มาก ๆ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” เกิดเป็นสำนวนว่ากระจายไปในหน้าแผ่นดิน ออกไปประกอบอาชีพและแสวงหาการยังชีพภายหลังการละหมาดวันศุกร์ เช่นเดียวกัน หลังละหมาดศุบฮิยามเช้า ท่านรอซูลุลลอฮฺสอนว่าการนอนหลังละหมาดศุบฮิจะทำให้ริสกี (ปัจจัยยังชีพ) ถูกยับยั้ง จึงส่งเสริมให้ออกไปทำงานหรือทำกิจกรรมอื่นที่เป็นประโยชน์ เนื่องจากหลังศุบฮิเป็นเวลาที่อัลลอฮฺจะทรงประทานบะรอกัต (พร) ให้
อีกกิจกรรมหนึ่งที่อิสลามแนะนำให้กระทำภายหลังการละหมาด ปรากฏอยู่ในอัลกุรอาน อัลมาอูน 107 โดยคำว่าอัลมาอูน (الماعون) หมายถึงการทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้นว่า การเอื้อเฟื้อต่อเด็กกำพร้า ผู้ขัดสน เพื่อนบ้าน ฯลฯ หลังเสร็จสิ้นการละหมาด อิสลามจึงแนะนำให้ปฏิบัติความดีเล็กๆน้อยๆ ต่อผู้อื่น อัลกุรอานบทนี้ “อะฮมัด ดะห์ลัน” (KH Ahmad Dahlan) แห่งอินโดนีเซีย (ค.ศ.1868-1923) นำไปสร้างแรงบันดาลใจเกิดเป็นปรัชญาอัลมาอูน (Al Ma’un Philosophy) ใช้ในการจัดตั้ง “มุฮัมมะดิยะฮฺ” (Muhammadiyah) องค์กรศาสนาอิสลามเพื่อสังคมกลายเป็นองค์กรศาสนาอิสลามทรงอิทธิพลของโลกทุกวันนี้
#ดรวินัยดะห์ลัน, #drwinaidahlan, #ละหมาดฟะญัร, ##ปรัชญาอัลมาอูน, #มุฮัมมะดิยะฮฺ, #khadahlan

