ระวังน้ำตาลเทียม (Artificial sweeteners) กันไว้บ้าง

เป็นเพราะร่างกายต้องการพลังงานจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเพื่อความอยู่รอด สมองจึงเชื่อมโยงรสหวานจากอาหารที่รับรู้จากลิ้นเข้ากับความพึงพอใจซึ่งเป็นกลไกการให้รางวัลโดยหลั่งสารแห่งความสุขอย่างโดปามีน (dopamine) กระตุ้นให้เกิดการกินซ้ำ นี่คือกลไกอันซับซ้อนของร่างกาย อาหารรสหวานในธรรมชาติมีหลายชนิด อย่างเช่น ซูโครส ฟรุคโตส กลูโคส ในน้ำผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ฯลฯ น้ำตาลเหล่านี้ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัมน้ำตาล หากกินมากก็อ้วนได้ โลกระยะหลัง ความอ้วนกลายเป็นปัญหาไปซะอย่างนั้น

ในธรรมชาติมีความหวานที่ไม่ให้พลังงานอยู่บ้าง อย่างสตีเวียจากหญ้าหวาน สารสกัดจากหล่อฮังก๊วย ทั้งยังมีน้ำตาลแอลกอฮอล์อย่าง ไซลิทอล (Xylitol), อิริทริทอล (Erythritol), ซอร์บิทอล (Sorbitol) ซึ่งพบได้ในผลไม้และผักบางชนิดที่กินแล้วไม่อ้วน ทว่าความหวานธรรมชาติที่ไม่ให้พลังงานมีจำนวนน้อย ทั้งรสชาติยังไม่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่ มนุษย์ช่างคิดจึงชวนกันพัฒนาน้ำตาลเทียมขึ้นมากมายให้ได้เห็นกันอยู่

น้ำตาลเทียมที่ให้รสหวานโดยไม่ให้แคลอรีเรียกกันว่า “สารทดแทนความหวาน” (artificial sweeteners) มีอยู่จำนวนไม่น้อย อย่างเช่น Aspartame, Saccharin, Sucralose, Acesulfame Potassium/Acesulfame K, Neotame, Advantam และอีกมากมายเกือบร้อยชนิด น้ำตาลเทียมเหล่านี้หากไม่สร้างปัญหาต่อสุขภาพเลย ก็น่าส่งเสริมให้บริโภคเพื่อลดโรคอ้วน ทว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น หลายชนิดยังมีอันตรายซ่อนอยู่

โดยทั่วไปหน่วยงานด้านอาหารและยาของรัฐ อย่าง อย.ของไทย FDA ของสหรัฐอเมริกา ใส่ใจในความปลอดภัยของน้ำตาลเทียมโดยยืนยันว่าไม่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงเฉียบพลันหากกินในปริมาณปกติ ทว่ายังต้องระมัดระวังความเสี่ยงในระยะยาว อย่างเช่น ใน ค.ศ.2023 ทางองค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช้น้ำตาลเทียมเพื่อวัตถุประสงค์ในการลดน้ำหนักในระยะยาว โดยพบว่าน้ำตาลเทียมเหล่านั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังไม่ช่วยลดไขมันสะสมได้อย่างยั่งยืนอีกต่างหาก

ปัญหาที่อาจตามมายังมีอีก เป็นต้นว่า น้ำตาลเทียมก่อให้ติดรสหวาน ทำให้ร่างกายโหยน้ำตาล หิวง่ายขึ้นในมื้อถัดไปกระทั่งทำให้ร่างกายรับความหวานที่ให้พลังงานจริงโดยไม่รู้ตัว อีกปัญหาหนึ่งคือมีรายงานว่าน้ำตาลแอลกอฮอล์บางชนิดหากกินมากเกินไป ทำให้ท้องอืด ท้องเสีย หรือแก๊สในกระเพาะมาก สุดท้ายยังมีรายงานสด ๆ ร้อน ๆ จาก University of Cambridge ค.ศ.2026 ระบุว่าสารให้ความหวานบางชนิดอาจรบกวนการเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและการย่อยอาหารได้ จึงต้องระวังกันหน่อย ดีที่สุดคือสร้างความเคยชินกับอาหารหวานน้อยหรือไม่หวานเลยให้ได้ โดยค่อย ๆ สร้าง ซึ่งไม่ยากสักเท่าไหร่

#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #น้ำตาลเทียม, #sweeteners,

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *