นักประวัติศาสตร์ระบุว่า ค.ศ. 536 คือปีที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มนุษยชาติจะมีชีวิตอยู่ได้ โดยเป็นปีที่มีการระเบิดของภูเขาไฟบนเกาะไอซ์แลนด์และอเมริกาเหนือ ส่งเถ้าถ่านและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ บดบังแสงอาทิตย์ปกคลุมทั่วยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ท้องฟ้ามืดสลัว แสงแดดส่องสว่างเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง ทั้งโลกมืดมนยาวนานถึง 18 เดือน เกิดภาวะฤดูหนาวภูเขาไฟ (Volcanic Winter) อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือดิ่งลง 1.5-2.5°C กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทศวรรษที่หนาวเย็นที่สุดในรอบ 2,300 ปี
สิ่งที่ตามมาคือภาวะอดอยากครั้งใหญ่ พืชผลทั่วโลกแข็งตาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ นำไปสู่การขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรงทั่วทั้งทวีปยุโรป จีน และตะวันออกกลาง ความเลวร้ายเพิ่มมากขึ้นในอีก 5 ปีต่อมา กระทั่ง ค.ศ.541 เกิดโรคระบาดใหญ่ที่เรียกว่า “กาฬโรคแห่งจัสติเนียน” (Plague of Justinian) ที่ซ้ำเติมภาวะเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมในขณะที่ประชากรโลกยังคงอ่อนแอจากภาวะขาดสารอาหารนานหลายปี เชื้อโรคแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว คร่าชีวิตผู้คนเกือบร้อยล้านคนทั่วจักรวรรดิไบแซนไทน์ในยุโรปและจักรวรรดิเปอร์เซียในเอเซียน้อยเฉพาะกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์ มีผู้เสียชีวิตวันละ 5,000 ถึง 10,000 คน จนเมืองแทบร้าง จักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์และจักรวรรดิเปอร์เซียที่ชื่อว่าซัสซานิดที่แบ่งกันปกครองยุโรปและตะวันออกกลางเวลานั้นสูญเสียกำลังพลในกองทัพของสองจักรวรรดิไปกว่าครึ่ง
แผ่นดินที่เป็นสุญญากาศของโรคระบาดเวลานั้นคือทะเลทรายอาระเบียส่งผลให้ชนอาหรับที่มีวิถีชีวิตแบบชนเร่ร่อน (Nomadic) อาศัยในทะเลทรายอันแห้งแล้งไม่เอื้อต่อการแพร่กระจายของหมัดและหนูอันเป็นต้นเหตุของโรค รอดพ้นโรคระบาดมาได้ หลังจากนั้นในเวลาไม่ถึงสามทศวรรษ นบีมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือกำเนิดขึ้นในทะเลทรายอาระเบียใน ค.ศ.570 เผยแผ่อิสลามในหมู่ชนอาหรับช่วง ค.ศ.610-632 ก่อกำเนิดเป็นอาณาจักรแรกของชนอาหรับ เกิดกองทัพที่มีความพร้อมด้านกำลังพลมากกว่าโรมันและเปอร์เซียที่ยังอยู่ในสภาพอ่อนแอและเหนื่อยล้าจากทั้งโรคระบาดและสงครามระหว่างกันที่ยืดเยื้อ
เหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ช่วยชนอาหรับวางรากฐานด้านสาธารณสุขตามคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮะดีษ เกิดกลไกการสร้างกฎระเบียบและมาตรการกักโรคตลอดจนหลักการกักตัว (Quarantine) ขึ้นในสังคมอิสลามเวลานั้น ทุกขภัยจึงมีบทบาทอย่างสำคัญนอกจากในฐานะ “ตัวเร่งปฏิกิริยาทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ส่งผลให้ศูนย์กลางเมืองในจักรวรรดิไบแซนไทน์และซัสซานิดล่มสลายแล้ว ยังช่วยเร่งกระบวนการสร้างจักรวรรดิของชนอาหรับกระทั่งสามารถเข้าครอบครองภูมิภาคตะวันออกกลาง อัฟริกา ยุโรปใต้ และเอเชียได้ในที่สุด เรื่องราวในประวัติศาสตร์ช่างน่าอัศจรรย์และน่าสนใจเช่นนี้เสมอ
#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #ไบแซนไทน์, #เปอร์เซีย, #อาณาจักรอาหรับ, #ซัสซานิด,

