ในคัมภีร์อัลกุรอานปราฏคำว่า “ดวงดาว” ในหลายบท โดยใช้คำว่า “นัจมฺ” (نَجْم) พหูพจน์คือ “นุญูม” (نُجُوم) เมื่อหมายถึงดาวฤกษ์ที่สร้างแสงได้ด้วยตนเอง ปรากฏอยู่ 13 ครั้ง อีกคำหนึ่งคือ “เกากับ” (كَوْكَب) พหูพจน์ คือ “กะวากิบ” (كَوَاكِب) คือดาวเคราะห์ที่สะท้อนแสงจากสิ่งอื่น บางครั้งแปลว่าตะเกียง คำนี้ปรากฏอยู่ 5 ครั้ง ช่างน่ามหัศจรรย์ที่อัลกุรอานอายุสิบสี่ศตวรรษแยกแยะดวงดาวบนฟากฟ้าได้ว่าเป็นดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ดาวฤกษ์บนฟากฟ้ามีนับจำนวนอนันต์ โดยอาจมากถึง 10×22 ถึง 10×24 หรือหมื่นล้านล้านล้านถึงหนึ่งล้านล้านล้านล้านดวง มากมายระดับนั้น ขณะที่ดาวเคราะห์อาจมีมากกว่า นับเฉพาะในระบบสุริยะของโลกที่ดาวฤกษ์หนึ่งดวงมีดาวเคราะห์ทุกขนาดนับจำนวนเป็นล้าน หนาแน่นที่สุดอยู่ในรูปเศษดาวในแถบที่เรียกว่า “เข็มขัดเศษดาว” (Asteroid belt) ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีมีเศษดาวนับจำนวนเป็นล้าน
ถัดออกไปไกลกว่าดาวเนปจูนคือเข็มขัดกุยเปอร์ (Kuiper belt) มีเศษดาวจำนวนมากกว่ามาก ไกลออกไปจนสุดขอบระบบสุริยะยังมีก้อนน้ำแข็งและเศษวัตถุห่อหุ้มทุกด้านคล้ายผลนัทเรียกว่า “เมฆออร์ท” (Oort cloud) ประกอบไปด้วยเศษน้ำแข็งและโลหวัตถุนับเป็นพันล้านชิ้น ดาวตกหรืออุกาบาตคือวัตถุจากเมฆออร์ทที่ถูกพลังดูดของดวงอาทิตย์ดึงเข้าสู่ด้านในระบบสุริยะเห็นเป็นดาวตกหรือผีพุ่งใต้จากการถูกเผาผลาญด้วยชั้นบรรยากาศของโลก ปรากฏให้ได้เห็นกันทุกวันทุกคืน ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน
“แท้จริง เราได้ประดับท้องฟ้าของโลกอย่างสวยงามด้วยดวงดาวทั้งหลาย และเพื่อป้องกันจากมารร้ายที่ดื้อรั้นพยศ พวกมันไม่สามารถดำรงในท้องฟ้าชั้นสูงได้ พวกมันจึงถูกขว้างจากทุกด้าน โดยถูกขับไล่ออกมา และสำหรับพวกมันจะได้รับการลงโทษอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นตัวใดที่มันฉกฉวยเอาไปได้แม้แต่ครั้งเดียวก็จะมีเปลวเพลิงอันโชติช่วงไล่ติดตามไป” อัศศอฟฟาซ 37:6-10
ช่างน่าฉงนฉงายหากพิจารณาในทางดาราศาสตร์ เศษวัตถุจากเมฆออร์ทจำนวนมหาศาลไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในเมฆออร์ท จึงถูกขับด้วยพลังดึงดูดจากความโค้งของกาลอวกาศอันเกิดจากมวลมหาศาลของดวงอาทิตย์ คล้ายถูกขว้างเข้าสู่ด้านใน แม้ถูกสกัดกั้นด้วยเข็มขัดยักษ์สองเส้นคือเข็มขัดกุยเปอร์ด้านนอกดาวเนปจูนและเข็มขัดเศษดาวด้านใน ทว่ายังมีเศษดาวและเศษน้ำแข็งส่วนหนึ่งผ่านถึงชั้นในได้ หากโลหวัตถุและเศษซากน้ำแข็งเหล่านี้ผ่านเข้าสู่ผิวโลกย่อมเสียดสีกับชั้นบรรยากาศเกิดเปลวไฟโชติช่วงอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 1,600 ถึง 10,000 องศาเซลเซียส สร้างเปลวไฟยาวเหยียดเป็นหางที่เรียกกันว่า “ผีพุ่งใต้” หรือ “shooting stars” คล้ายดวงไฟที่มีหางยาวพุ่งลงจากฟากฟ้ายามค่ำคืน การตีความอัลกุรอานเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ วัลลอฮุอะลัม มีเพียงอัลลอฮฺเท่านั้นทรงรู้
#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #ผีพุ่งใต้, #meteorite, #shootingstars, #อัลกุรอาน, #ดาวฤกษ์ดาวเคราะห์

