นบีมุฮัมมัดกับสเต็มเซลล์จากเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์

เทคโนโลยีทางการแพทย์ในโลกวันนี้แม้ก้าวหน้าไปมาก ทว่าการพัฒนาบางด้านกลับถูกฉุดรั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านศีลธรรม ตัวอย่างเช่นเทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ (stem cells) หรือเซลล์ต้นกำเนิดซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอวัยวะต่าง ๆ ที่มีผู้ป่วยจำนวนมากรอการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ สเต็มเซลล์ที่มีคุณภาพสูงที่สุดในการนำไปพัฒนาอวัยวะคือ “เซลล์ไข่ที่ผสมแล้ว” (fertilized egg) หรือ “เซลล์ตัวอ่อนมนุษย์” ซึ่งเกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่ของฝ่ายหญิงกับสเปิร์มของฝ่ายชาย กลุ่มที่คัดค้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายศาสนาให้เหตุผลว่าเซลล์กลุ่มนี้คือชีวิตทารกหากนำไปใช้ย่อมเป็นการทำลายชีวิต ผิดศีลธรรมอย่างรุนแรง

การตีความว่าเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์คือชีวิตทารกนั้นอัลกุรอานกลับระบุถึงจุดเริ่มต้นชีวิตอยู่ที่ขั้นตอนการเป่าวิญญาณซึ่งปรากฏในหลายโองการ เช่น อัลมุอฺมินูน 23:14, อัสสัจญฺดะฮฺ 32:9, อัลหิจญฺร 15:29, ศ็อด 38:72 กรณีการใช้สเต็มเซลล์จากเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์จึงไม่เป็นประเด็นในอิสลามเนื่องจากการกำหนดความเป็นชีวิตแตกต่างจากศาสนาอื่น อิสลามจึงเป็นทางออกหากต้องการนำเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ไปใช้ประโยชน์

โจ เลห์ ซิมป์สัน (Joe Leigh Simpson) ศาสตราจารย์ด้านคัพภะวิทยา วิทยาลัยแพทย์ the Baylor College of Medicine เท็กซัส กล่าวถึงอัลกุรอานและหะดิษสองบทซึ่งบันทึกคำกล่าวของนบีมุฮัมมัด ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่าชีวิตของทารกเริ่มต้นในครรภ์ 40-42 วันหลังการปฏิสนธิ ความรู้เช่นนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในโลกยุค 1,400 ปีมาแล้วหรือแม้แต่ยุคหลังจากนั้นพันปีก็ตาม จากหะดิษดังกล่าวเมื่อทำการตรวจสอบจากความรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในวิชาการทางการแพทย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพันธุกรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่อัลกุรอานและนบีมุฮัมมัดกล่าวไว้

นายแพทย์ซิมป์สันกล่าวสรุปว่าไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดเลยที่นบีมุฮัมมัดต้องระบุถึงจำนวนวันให้ชัดเจนอย่างนั้น แต่ท่านนบีก็ระบุ ซึ่งน่าแปลกใจอย่างยิ่งที่วิทยาการด้านการแพทย์วันนี้ให้ข้อสรุปออกมาตรงกันว่าชีวิตซึ่งกำหนดขึ้นด้วยสัญญานต่าง ๆ ที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์เริ่มต้นในเวลาสี่สิบวันหลังการปฏิสนธิจริง สรุปคือตัวอ่อนที่มีอายุไม่ถึง 40 วันความเป็นมนุษย์ยังไม่ปรากฏ การนำเซลล์ตัวอ่อนมนุษย์ไปใช้เป็นสเต็มเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์จึงไม่เป็นประเด็นในอิสลาม

ยังมีนักวิชาการทางการแพทย์อีกมากที่ยืนยันตรงกันว่าฮะดีษและอัลกุรอ่านในส่วนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์สาขาอื่นอีกหลายต่อหลายเรื่อง ล้วนตรงกับข้อเท็จจริงทางวิชาการ ดร.อี มาร์แชลล์ จอห์นสัน (E Marshall Johnson) ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาแห่ง Thomas Jefferson University รัฐเพนซิลวาเนีย กล่าวว่าการแพทย์ในยุคพันปีไม่สามารถอธิบายกลไกของชีวิตได้เช่นที่อัลกุรอ่านและนบีมุฮัมมัดได้อธิบายไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงคลับคล้ายว่าอิสลามสามารถเจาะลึกลงไปถึงรายละเอียดกลไกภายในร่างกายมนุษย์จริง ๆ เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในความมหัศจรรย์ของคัมภีร์อัลกุรอานและความเป็นอิสลาม

#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #เซลล์ตัวอ่อนมนุษย์, #สเต็มเซลล์, #อัลกุรอาน, #ฮะดีษ

ดูน้อยลง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *