ความเป็นวิทยาศาสตร์กรณีการรวบรวมอัลกุรอานและอัลฮะดีษ

คำว่า “วิทยาศาสตร์” หมายถึงการศึกษาเชิงระบบเกี่ยวกับโครงสร้างและพฤติกรรมของโลกทางกายภาพและธรรมชาติผ่านการสังเกต การทดลอง และการทดสอบทฤษฎีกับหลักฐานที่ได้รับ มีคำถามว่าก็แล้ว “อิสลาม” เป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ คำตอบคือ อิสลามยึดหลักศรัทธา ใช้เป็นวิถีชีวิต ไม่นับเป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม อิสลามส่งเสริมการศึกษาและค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อันนำไปสู่ยุคทองของวิทยาศาสตร์อิสลาม ส่วนที่มีมุสลิมบางคนเชื่อว่าอัลกุรอานมีข้อความที่สอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในยุคหลังนั่นเป็นเพียงประเด็นการตีความ โดยอัลกุรอานเองไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นตำราวิทยาศาสตร์ สรุปกันได้อย่างนั้น

มีคำหนึ่งในภาษาอาหรับที่นับเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการศึกษาอิสลามคือ “ตะฮ์ฆีฆ” (تحقیق) มีรากศัพท์มาจากคำว่า “ตรวจสอบ” หรือ “ทำให้เป็นจริง” ซึ่งอาจหมายถึงการวิจัย การสืบสวน การค้นหาความจริง หรือความสำเร็จที่แม่นยำ ตะฮ์ฆีฆจึงหมายถึงการสืบสวนอย่างเข้มงวดในแวดวงวิชาการและการบังคับใช้กฎหมาย ในวัฒนธรรมการศึกษาอิสลามจึงมีประเด็นการตรวจสอบคำสอนโดยการโต้แย้งเพื่อนำไปสู่ข้อเท็จจริง วัฒนธรรมการสอนเช่นนี้ส่งผลให้อิสลามยุคแรกกลายเป็นผู้นำการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อีกทั้งมุสลิมยังนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นแนวทางในการพัฒนางานอยู่บ่อย อย่างเช่น การรวบรวมอัลกุรอานและอัลฮะดีษนั่นไง

กระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ส่งผลให้อัลกุรอานที่เดิมอยู่ในรูปบันทึกลักษณะต่าง ๆ รวมถึงการจดจำที่กระจัดกระจายในหลายแหล่งตลอดระยะเวลา 23 ปีของการเผยแผ่อิสลามโดยท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกนำมารวบรวม ตรวจสอบ ยืนยันด้วยระบบพยานที่น่าเชื่อถือ เกิดการพัฒนาจัดระบบ กระทั่งสำเร็จเป็นคัมภีร์อัลกุรอาน 114 บท 6,236 วรรคที่ไม่เคยถูกแก้ไขแม้แต่คำเดียวตลอดระยะเวลากว่า 1,400 ปี การรวบรวมอัลกุรอานจึงนับเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตามนิยามของคำว่าวิทยาศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย

รูปเล่มของอัลกุรอานเกิดขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัดไม่นานนัก แตกต่างจากอัลฮะดีษซึ่งเป็นการบันทึกจริยวัตรของท่านนบีมุฮัมมัดอันเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานนับร้อยปี กระบวนการรวบรวมอัลฮะดีษเป็นไปตามแนวทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน มีการตรวจสอบยืนยันอย่างเข้มงวด พิจารณาจากหนังสือฮะดีษที่มีชื่อเสียงคือ “ศอฮีฮฺบุคอรี” เล่มที่เสร็จสมบูรณ์เกิดขึ้น ค.ศ. 846 (ฮ.ศ.232) หลังการเสียชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) นาน 214 ปี การดำเนินงานแม้ยุ่งยากทว่าด้วยกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ งานจึงสำเร็จลงได้ สามารถตัดทอนฮะดิษที่อิหม่ามบุคอรีสะสมไว้มากมายถึง 600,000 บท ลดลงเหลือ 7,563 บท เมื่อตัดบทที่ซ้ำออกคงเหลือเพียง 2,602 บท แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันละเอียดลออในการคัดเลือก จึงไม่ผิดนักหากกล่าวว่าการได้มาของหนังสือศอฮีฮฺบุคอรีนับเป็นโมเดลการพัฒนาแนวทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการสืบค้นให้ได้ข้อเท็จจริง กล่าวอย่างนั้นคงไม่ผิด

#drwinaidahlan, #ดรวินัยดะห์ลัน, #อิหม่ามบุคอรี, #อัลกุรอานและอัลฮะดีษ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *